26 กุมภาพันธ์ 2569 / สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดย นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษด้านความร่วมมือกับต่างประเทศของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ตกหล่น ครั้งที่ 4 (4th Meeting of the ASEAN Working Group on Strengthening Education for Out-of-School Children and Youth: OOSCY) ณ โรงแรม สกายวิว สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ
นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าประชุมฯ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อประเทศมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการเสนอแถลงการณ์ร่วมลังกาวีว่าด้วยเด็กและเยาวชนที่ตกหล่น (Langkawi Joint Statement on ASEAN OOSCY) เพื่อย้ำเตือนถึงภารกิจของเหล่าสมาชิกอาเซียนในการลดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และการป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความท้าทายอย่างมาก
ดังนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ รวมทั้งภาคีความร่วมมือที่มีศักยภาพ จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้และลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นในภูมิภาค โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ และสร้างหลักประกันให้เกิดความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง ตลอดจนการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประเทศสมาชิกจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ต่อการดำเนินงานภายใต้ปฏิญญาว่าด้วยเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นในอนาคต (OOSCY Declaration) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อเด็กและเยาวชนของภูมิภาคอาเซียนต่อไป
นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมฯ ประเทศสมาชิกอาเซียนยังได้มีโอกาสนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีและการดำเนินการต่าง ๆ รวมทั้งความท้าทาย ปัญหา อุปสรรคของประเทศเกี่ยวกับมาตรการในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกกลุ่มเป้าหมาย สำหรับประเทศไทยได้นำเสนอสถานการณ์ภาพรวมด้านการศึกษาของประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2567 – 2568 ซึ่งมีเด็กในระบบการศึกษา ประมาณ 12 ล้านคน ครอบคลุมระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา และเด็กนอกระบบการศึกษา (3 – 18 ปี) ประมาณ 1 ล้านคน รวมทั้งนโยบายไทย “Thailand Zero Dropout (TZD)” เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2567 เพื่อแก้ไขปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา” เพื่อ “ให้เป็นศูนย์”
โดยตั้งเป้าหมายในการดึงเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าระบบมากที่สุดภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งการประชุมคณะทำงาน OOSCY เป็นเวทีหารือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในด้านการดำเนินกิจกรรมตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ตกหล่น (ASEAN Declaration on Strengthening Education for OOSCY)
“การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการเสริมพลังความร่วมมือระดับอาเซียนและภาคีระดับโลก เพื่อร่วมกันสร้างหลักประกันว่า “ไม่มีเด็กเยาวชนคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” และวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ ประเทศไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียนและสำนักงานเลขาธิการซีมีโอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ตกหล่น ครั้งที่ 4 (4th Meeting of the ASEAN Working Group on Strengthening Education for Out-of-School Children and Youth: OOSCY)
สำหรับการประชุมฯ แบ่งเป็น 2 เรื่องหลัก 1. การหารือเรื่องการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ตกหล่น ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 และ 2. การปรับแก้ไขข้อกำหนดและขอบเขตของการดำเนินงาน (Term of Reference: TOR) ของคณะทำงาน OOSCY ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการศึกษาจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ ประเทศไทย บรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต และราชอาณาจักรกัมพูชา (เข้าร่วมออนไลน์)
รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง (SEAMEO Secretariat, UNICEF EAPRO, UNESCO Bangkok, UNESCO Institute for Statistics, UK Mission to ASEAN, British Council, Asia South Pacific Association for Basic and Adult Education-ASPBAE) และหน่วยงานในประเทศไทย ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และสำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
สรุป / เรียบเรียง : สริญณพัชร์ ธรรมบุศย์
กุสุมา นวพันธ์พิมล
กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาค
รายงานโดย : กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศต่างประเทศ
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สป.
27 กุมภาพันธ์ 2569
