“ประเสริฐ” นำทัพคณะผู้แทนไทยเยือนเยอรมนี หลังครม. ไฟเขียว ลงนาม JDoI ไทย–เยอรมนี พร้อมหารือ รมว.ศธ. เยอรมนี เดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี — เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าพบ H.E. Ms. Karin Prien รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMBFSFJ) ตามคำเชิญของฝ่ายเยอรมนี เพื่อร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม (Joint Declaration of Intent: JDoI) ณ BMBFSFJ

ในโอกาสนี้ ก่อนการลงนาม JDoI ทั้งสองฝ่ายได้หารือทิศทางความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยมีนายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการหารือกับฝ่ายเยอรมนี

“ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการจัดการศึกษา ตลอดจนพัฒนาระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้เรียน ภายใต้วิสัยทัศน์ All for Education” รมว.ศธ. กล่าว พร้อมระบุว่า “อาชีวศึกษา” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างกำลังคนทักษะสูง โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี (Dual VET) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ (Smart Curriculum) (2) การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับทักษะภาษาเยอรมัน (Future Skills & Language) และ (3) การยกระดับศักยภาพครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (Teacher Capacity Up-leveling)

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน (Thai-German Vocational College) เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากร ตลอดจนผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาผลักดันการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรด้านอาชีวศึกษาระหว่างกัน (Degree/ Certificate Recognition) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกประสบการณ์ในต่างประเทศ (Outgoing Mobility Program) มากยิ่งขึ้น

ในส่วนของการขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน (Thai-German Joint Working Group: JWG) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ JDoI และร่วมกันจัดทำแผนงาน (Roadmap) เพื่อนำประเด็นหารือเชิงนโยบายไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานระดับรัฐของเยอรมนี (Federal States) และการดำเนินโครงการร่วมกับ iMOVE (International Marketing of Vocational Education) เพื่อขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของทั้งสองประเทศ

นอกจากความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic Challenges & Aging Society) ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่างเผชิญร่วมกัน โดยเห็นถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาคน การศึกษา และกำลังแรงงานให้สามารถรองรับโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงในอนาคตอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนบทเรียนจากผลการประเมิน PISA และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝ่ายเยอรมนีให้ความสนใจแนวทางของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ฝ่ายไทยจึงได้แบ่งปันแนวนโยบายสำคัญ ได้แก่ “All for Education” และ “Thailand Zero Dropout” ตลอดจนการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ในขณะเดียวกันฝ่ายเยอรมนีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ทั้งการใช้เวลาหน้าจอและสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3–6 ปี การเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการศึกษา (Data-driven Education) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นระบบ

ภายหลังการหารือ รมว.ศธ. ไทย และรมว.ศธ. เยอรมนี ได้ร่วมลงนามใน JDoI ฉบับใหม่ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้วยกลไก JWG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

JDoI ฉบับใหม่ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมระหว่างไทยกับเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนและบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทย เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่มีความต้องการสูง และมีโอกาสได้รับรายได้และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต อันเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าปั้นกำลังคนทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่ รมว.ศธ. ได้กล่าวไว้ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่าง JDoI และอนุมัติให้ รมว.ศธ. เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการลงนาม

สรุป / เรียบเรียง : ศรัณย์ บุญเที่ยง
รุ่งกานต์ พันธ์ภักดี
กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ