องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 224 (the 224th session of UNESCO Executive Board) ระหว่างวันที่ 8 – 23 เมษายน 2569 ณ องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาแผนงานและงบประมาณ ประกอบด้วย การประชุมเต็มคณะ (Plenary) การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยอนุสัญญาและข้อเสนอแนะ (Committee of Conventions and Recommendations – CR) การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission – PX) การประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยงบประมาณและการบริหาร (Financial and Administrative Commission – FA) การประชุมคณะกรรมการหุ้นส่วนที่ไม่ใช่ภาครัฐ (Committee on Non-Governmental Partners –NGP) และการประชุมคณะกรรมการพิเศษ (Special Committee – SP)โดยประเทศไทยเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก วาระปี พ.ศ. 2568 – 2572
พิธีเปิดการประชุมเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 โดย H.E. Mr. Nasser Hamad Hinzab เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกาตาร์ประจำองค์การยูเนสโก ทำหน้าที่ประธานกรรมการบริหารฯ (พ.ศ. 2568 – 2570) Mr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกกล่าวสรุปรายงานผลการดำเนินงานคณะกรรมการบริหารฯ รวมถึงภาพรวมและประเด็นปัญหาท้าทายในการดำเนินงาน และ H.E. Mr. Khondker M. Talha เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรบังกลาเทศประจำองค์การยูเนสโก ประธานการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 43 กล่าวสรุปการติดตามประเด็นที่สำคัญจากการประชุมสมัยสามัญที่ผ่านมา
ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และหัวหน้าคณะผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ถ้อยแถลงประเทศไทยในที่ประชุมเมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีส กล่าวถึงความท้าทายระดับโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญของบทบาทของ UNESCO ในการส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการสื่อสาร ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นต่อภารกิจของ UNESCO โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นพลเมืองโลก
ด้านการศึกษา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะโครงการ “Zero Dropout” ที่มุ่งลดการหลุดออกจากระบบการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างเต็มที่ ผ่านความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม โดยมีแผนจัดตั้งศูนย์ AI Governance ในกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและความร่วมมือระดับนานาชาติในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ประเทศไทยมุ่งเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติด้านวัฒนธรรม ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการเติบโตอย่างทั่วถึงในอนาคต ประเทศไทยสนับสนุนแผนงานUNESCO80 เพื่อพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน และทำงานเชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับ UNESCO และทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและสันติสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและ
นางสาวอัจจิมา กวีญาณ
นางสาวรัชนินท์ พงศ์อุดม
กลุ่มความร่วมมือกับองค์การยูเนสโก
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
